0 รายการ - 0.00฿

สัญญาลิสซิ่ง VS สัญญาเช่าซื้อ


เรื่องนี้ออกจะยุ่งยากและซับซ้อนมากทั้งทางด้านบัญชีและทางด้านภาษีเอาเป็นว่าขออธิบายเรื่อง สัญญาเช่าซื้อ VS สัญญาลิสซิ่ง ตามแผนภาพนี้ละกันคับ


ลิสซิ่งคือสัญญาเช่าในรูปแบบหนึ่งซึ่งจุดที่สำคัญของลิสซิ่งอย่างหนึ่งนั่นก็คือจะมี Option ให้กิจการเลือกซื้อสินทรัพย์ ณ วันที่สิ้นสุดสัญญาเช่า ซึ่งกิจการจะใช้สิทธิในการเลือกซื้อหรือไม่ก็ได้

สัญญาเช่าซื้อก็คือสัญญาเช่าในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งจุดที่สำคัญอย่างหนึ่งนั่นก็คือเมื่อครบอายุสัญญาเช่ากรรมสิทธิ์จะตกเป็นของผู้เช่าทันที

สัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง

ตามแผนภาพข้างต้นในทางบัญชีนั้นสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งจะบันทึกเป็นแบบสัญญาเช่าดำเนินงาน (เป็นค่าใช้จ่าย) ก็ได้ หรือจะบันทึกเป็นสัญญาเช่าการเงิน (เป็นสินทรัพย์และหนี้สิน) ก็ได้ แต่หากจะบันทึกแบบเป็นสัญญาเช่าการเงินจะต้องเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

1. สัญญาเช่าโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้เช่าเมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า

2. ผู้เช่ามีสิทธิเลือกซื้อทรัพย์สินด้วยราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมมาก จนทำให้มั่นใจได้ว่าผู้เช่าจะใช้สิทธิ

3. ระยะเวลาของสัญญาเช่าครอบคลุมอายุการให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของทรัพย์สิน

4. มูลค่าปัจจุบันของจำนวนเงินขั้นต่ำที่จะต้องจ่ายมีมูลค่ายุติธรรมเกือบเท่ากับหรือเท่ากับสินทรัพย์ที่เช่า

5. สินทรัพย์ที่เช่ามีลักษณะที่เฉพาะเจาะจงมากจนกระทั่งมีผู้เช่ารายนั้นรายเดียวที่สามารถใช้สินทรัพย์นั้นได้

แต่ในมุมมองทางภาษีสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งจะถือเป็นค่าใช้จ่ายเสมอ ดังนั้นหากทางบัญชีบันทึกสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งเป็นสัญญาเช่าดำเนินงาน ก็จะไม่มีปัญหาเพราะตรงกับมุมมองทางด้านภาษีอยู่แล้ว แต่หากทางบัญชีบันทึกสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งเป็นสัญญาเช่าการเงิน (เป็นสินทรัพย์และหนี้สิน) ก็จะต้องทำรายการกระทบยอดตอนคำนวณภาษีเนื่องจากมุมมองทางด้านบัญชีกับภาษีนั้นไม่ตรงกัน ซึ่งการกระทบยอดจะต้องทำการบวกกลับค่าเสื่อมราคา และดอกเบี้ยตัดจ่าย ออกไป และหักออกด้วยค่าเช่า เพื่อปรับปรุงเกณฑ์ทางบัญชีให้ตรงกับทางภาษี

สัญญาเช่าซื้อ

ตามแผนภาพข้างต้นในทางบัญชีนั้นสัญญาเช่าซื้อจะต้องบันทึกเป็นแบบสัญญาเช่าการเงิน (เป็นสินทรัพย์และหนี้สิน) เสมอเนื่องจากเข้าเงื่อนไขข้อแรกอยู่แล้วว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้เช่าเมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า ส่วนในทางภาษีกรณีที่เป็นสัญญาเช่าซื้อก็จะถือเป็นสินทรัพย์เช่นเดียวกับทางบัญชี แต่จะมีข้อแตกต่างกันคือทางภาษีจะถือมูลค่าที่จะต้องชำระทั้งหมดเป็นต้นทุนของสินทรัพย์ แต่ในทางบัญชีจะบันทึกสินทรัพย์ด้วยราคาเงินสด (ราคาที่ต้องจ่ายซื้อหากไม่มีการผ่อนชำระ) ซึ่งจะทำให้ต้องมีการปรับปรุงตัวค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยตัดจ่ายในทางบัญชีให้ตรงกับทางภาษี ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

Credit : CPD Tutor Team